ประจวบคีรีขันธ์-หาบัญชีม้าแบบใหม่..!!หลอกเหยื่อไปทำงานขายออนไลน์ต่างแดนก่อนขังตัวไว้ เอาบัญชีไปหลอกรับโอนเงิน

ประจวบคีรีขันธ์-หาบัญชีม้าแบบใหม่..!!หลอกเหยื่อไปทำงานขายออนไลน์ต่างแดนก่อนขังตัวไว้ เอาบัญชีไปหลอกรับโอนเงิน

ภาพ-ข่าว:พันธุ์พงษ์ โพธิ์จินดา

                  มิจฉาชีพเหิมเกริม ใช้คนคุ้นเคยหลอกเหยื่อให้ไปทำงานขายของออนไลน์ ในกัมพูชา ก่อนไปให้เปิดหลายบัญชีเพื่อรับโอนเงินจากลูกค้า ทำทีช่วยออกค่าทำพาสปอร์ต ค่าเดินทางให้ทั้งหมด เมื่อไปส่งถึงที่นายหน้าชิ่งกลับไทย ปล่อยลอยแพเหยื่อ 6 ราย จากประจวบคีรีขันธ์ ให้ถูกกักขังแล้วยึดเอามือถือที่สมัครแอพฯธนาคารไปใช้หลอกรับโอนเงิน หลังจากบัญชีถูกตำรวจขออายัดไว้ทั้งหมด จึงได้ปล่อยเหยื่อกลับพร้อมเงินฟาดหัวคนละ 2-3 หมื่น
                   วันที่ 29 มกราคม 67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้เสียหาย ได้แก่ น.ส.อุษา ถือแก้ว อายุ 31 ปี ชาวบ้านอำเภอกุยบุรี พร้อมด้วย นายณัฐพงศ์ ทองศรี อายุ 29 ปี สามี และผู้เสียหายอีก 3 ราย ได้เข้าพบผู้สื่อข่าวเพื่อร้องทุกข์ว่า กลุ่มของตนจำนวนทั้งสิ้น 6 ราย ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงให้ไปทำงานในกัมพูชา ไปแจ้งความแล้ว แต่ทางตำรวจยังไม่สามารถช่วยเหลือได้ จึงมาขอให้ผู้สื่อข่าวช่วยเหลือ

                    โดย น.ส.อุษา ได้เล่าว่า ในวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา ตนเองได้รับการติดต่อจาก น.ส.กัญญาณี หรือ ตุ้ง ที่รู้จักคุ้นเคยกันอย่างดี อีกทั้ง ยังเคยช่วยเหลือหาแหล่งกู้เงินให้กับตน สอบถามมาว่า มีงานให้ทำ 15 วัน ได้ค่าตอบแทน 30,000 บาท ซึ่งตนเองและสามีก็สนใจ จึงสอบถามไปว่า งานผิดกฎหมายหรือเปล่า ทาง น.ส.ตุ้ง ยืนยันว่า ไม่ผิดกฎหมายแน่นอน จากนั้นจึงได้สอบถามถึงเรื่องงาน ก็ได้รับคำตอบว่า เป็นงานขายของออนไลน์ ต้องไปทำที่ชายแดนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา) และมีเงื่อนไขว่า ทุกคนต้องเปิดบัญชีหลายๆบัญชี โดยบอกว่า เมื่อข้ามไปฝั่งเพื่อนบ้าน บางบัญชีอาจไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตอาจใช้งานไม่ได้ เลยขอให้เปิดไปเผื่อ พวกตนก็เชื่อ จึงได้ชักชวนพี่เขยและญาติสนิทอีก 4 คนไปเปิดบัญชี จากนั้น น.ส.ตุ้งได้พาพวกตนทั้งหมด ไปทำพาสปอร์ต ที่จ.เพชรบุรี โดนออกค่าใช้จ่ายและค่ารถให้ทั้งหมด
                      ต่อมาวันที่ 6 มกราคม น.ส.ตุ้ง ได้พาพวกตนไปพักค้างคืนที่บ้านแฟนของ น.ส.ตุ้ง ที่จ.ลพบุรี และวันที่ 7 มกราคมได้พาไปยัง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยก่อนข้ามแดนไป ได้นำโทรศัพท์มือถือมาให้พวกตน คนละ 1 เครื่อง และให้โหลดแอพธนาคารต่างๆ ที่ไปเปิดมาลงเครื่องที่ให้มา พยายามชักจูงต่างๆนาๆ ว่าเพื่อความสะดวกในการรับเงินเพื่อไม่ให้ปะปนกับบัญชีที่พวกตนมีใช้อยู่ก่อน พร้อมบอกว่า เมื่อเสร็จงานก็ให้ลบแอพฯออกจากโทรศัพท์ก็จะไม่มีใครใช้งานได้ จากนั้นเมื่อผ่านด่าน ตม.ก็มีการประทับตราอย่างถูกต้อง เมื่อนั่งรถไปถึงตึก 3 ชั้นแห่งหนึ่ง ห่างจากชายแดนประมาณ 2 กม. น.ส.ตุ้งก็บอกให้พวกตนขึ้นไป บอกว่าห้องทำงานอยู่ชั้น 2
                     น.ส.อุษาเล่าต่อว่า เมื่อตนเองเห็นสภาพของตึกและประตูเหล็กที่ปิดอยู่ตลอด มีการ์ดคอยยืนคุมอยู่ตลอด จึงบอก น.ส.ตุ้งไปว่า ขอเปลี่ยนใจไม่ทำงานแล้วได้ไหม ซึ่งน.ส.ตุ้งก็พยายามคะยั้นคะยอให้ตนขึ้นไปทำงานบอกว่าไม่มีอะไรหรอก จากนั้น ก็รีบกลับประเทศไทยทันที พวกตนทั้งหมดจึงจำยอมเดินเข้าไปในตึก เพราะสังเกตเห็นการ์ดถือกระบองไฟฟ้า และกดช๊อตไฟเสียงดังจนน่ากลัว เหมือนเป็นการข่มขู่พวกตนไปในตัว
ในระหว่างที่ถูกกักตัวอยู่นั้น ได้มีคนมายึดโทรศัพท์ที่ น.ส.ตุ้งมอบให้ไว้ก่อนเข้ามาที่นี่ของทุกคนเอาไป และสอบถามรหัสผ่านของแอพธนาคารต่างๆ ที่ทุกคนเปิดเอาไว้ พวกของตนก็ไม่กล้าขัดขืนจึงให้ไปทั้งหมด โดยในระหว่างนั้นก็พยายามสอบถามจากคนที่อยู่มาก่อน ก็ได้ความว่า ทุกคนถูกหลอกให้มาทำงานและถูกยึดแอพธนาคารเอาไปเหมือนกัน แต่ไม่มีใครกล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากใคร ต่อมาวันที่ 13 ตนพร้อมสามีและเพื่อนอีกคนหนึ่ง ถูกปล่อยตัวมาก่อน ก่อนกลับได้ส่งเงินให้พวกตนคนละ 3 หมื่นบาท พวกตนทั้ง 3 คนก็มาพักรออยู่ในฝั่งประเทศไทย แต่ก็ไม่กล้าจะขอความช่วยเหลืออะไรจากใคร เนื่องจากเกรงว่า พวกตนที่เหลืออีก 3 คนจะไม่ปลอดภัย

                   ต่อมาวันที่ 18 และ 19 มกราคม พวกตนที่เหลือทั้ง หมด ก็ได้รับการปล่อยตัวกลับมายังฝั่งไทยโดยปลอดภัย ทางพวกมิจฉาชีพได้ให้เงินกลับมา บางคนได้ 3 หมื่น บางคนได้ 2 หมื่นบาท จากนั้นพวกตนได้พากันกลับบ้านที่ อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ จึงได้ทราบว่า สามีของตนและพี่เขย มีหมายเรียกจากพนักงานสอบสวน คนละ 1 หมาย ของสามีตนจาก สภ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ส่วนของพี่เขยที่ สภ.เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี
วันรุ่งขึ้นก็พากันไปแจ้งขอใช้ซิมใหม่เบอร์เดิม เนื่องจากซิมโทรศัพท์ถูกยึดไปทุกคน ตั้งแต่ตอนอยู่ฝั่งกัมพูชา จากนั้นก็พากันไปขอความช่วยเหลือจากที่ต่างๆที่ดังในโซเชียล แต่ทุกที่ก็อยู่ในระหว่างตรวจสอบและพิจารณาเรื่องของพวกตน ต่อมาได้ไปที่ สภ.กุยบุรี อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ ซึ่งเป็นท้องที่ที่พวกตนอยู่ ทางพนักงานสอบสวน ก็ทำให้เพียงลงบันทึกประจำวันว่าพวกตนถูกหลอกไปทำงาน เมื่อนำใบบันทึกดังกล่าวไปให้หลายที่ดูก็บอกว่า ใบนี้ไม่ครอบคลุม ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ พวกตนจึงพากันมาปรึกษาผู้สื่อข่าว
                  น.ส.อุษากล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้ทุกคนเดือดร้อนหนักมาก เพราะไปเช็คกับธนาคารแล้ว พบว่า แต่ละบัญชีของพวกตนถูกอายัดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายๆที่หลายจังหวัด คาดว่าอีกไม่นานคงมีหมายเรียกออกมา สามีของตนถึงกับทุกข์เกรงว่าอาจติดคุก ถึงกับชวนตนเองฆ่าตัวตาย เพราะเครียดต้องมาเป็นหนี้และโดนคดีที่พวกตนไม่ได้ก่อ จนตอนนี้ตนเองต้องคอยปลอบและให้กำลังใจทั้งสามีและคนอื่น ให้พยายามหาทางออกจากปัญหาให้ได้

                 ผู้สื่อข่าว ได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง พ.ต.อ.วรวัชร แคมป์วงษ์ ผกก.สภ.กุยบุรี ถึงเรื่องดังกล่าว ทาง ผกก.กล่าวว่า ตนเองได้รับรายงานจากพนักงานสอบสวนแล้ว ในตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า ทั้ง 6 คนนี้ ถูกหลอกจริงหรือเปล่า ก็ต้องมีการสอบสวนกัน จากนั้นได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และสั่งการให้พนักงานสอบสวน เชิญทั้งหมดไปสอบสวนใหม่เพื่อสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริง และแจ้งความเอาผิดกลุ่มมิจฉาชีพในโอกาสต่อไป

CATEGORIES
Share This

COMMENTS

error: Content is protected !!