กรุงเทพ-ยื่นฟ้อง สตช.ปลอมสำนวน..ผี..!! แนบบัญชีพยานศาลฯ

กรุงเทพ-ยื่นฟ้อง สตช.ปลอมสำนวน..ผี..!! แนบบัญชีพยานศาลฯ

ภาพ/ข่าว:ทีมข่าวเฉพาะกิจ

งามไส้วงการสีกากี..!!! สตช.ถูกฟ้อง.. ปลอมสำนวน..ผี..!! ยื่นบัญชีพยานตบตาศาลฯ..!! 

          ทนายความนายตำรวจคนดัง ยื่นฟ้องศาลฯเอาผิด นายตำรวจยศ พันตำรวจโท ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ผบ.ตร.เป็นจำเลย หลังพบหลักฐานเอกสารราชการปลอมถูก สตช.ยื่นใช้ในการพิจารณาคดีของศาลฯจนทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือน

        เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00 น.ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ว่าที่ร้อยตรีสุทธิศักดิ์ ประศาสตร์ครุการ ทนายความ ของ พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก.อก.ภ.9 ได้รับมอบอำนาจยื่นฟ้องคดีอาญา ต่อ พ.ต.ท.อรรถพร  กลั่นเรืองแสง เป็นจำเลยที่ 1 และ ฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นจำเลยที่ 2 ในข้อหาหรือฐานความผิด ร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอม (บันทึกคำให้การปลอม) โดยมี พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก.อก.ภ.9  เป็นโจทก์ฟ้อง ในคดีอาญาหมายเลขคดีดำที่ อ 1673/2563 โดยศาลฯนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563
               ว่าที่ร้อยตรีสุทธิศักดิ์ ประศาสตร์ครุการ กล่าวว่า การยื่นฟ้องครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ศาลแห่งกรุงเทพใต้ ได้มีการนัดสืบพยานในคดีระหว่าง พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปรากฏว่ามีเอกสาร บันทึกคำให้การของผู้กล่าวหารายหนึ่ง แจ้งกล่าวหา พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ เป็นผู้ต้องหาในคคี แนบในบัญชีพยานศาลฯ โดยผู้ส่งเอกสารดังกล่าวคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

              ต่อมา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ จึงได้เดินทางไปยัง สภ.แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของการแจ้งดำเนินคดี เพื่อทำการการมอบตัวในคดีที่ถูกแจ้งตามเอกสารในชั้นศาลฯ แต่ปรากฏว่า ตามเอกสารการแจ้งข้อกล่าวหานี้ กับไม่มีในสารระบบ และไม่มีการคดีนี้เกิดขึ้นจริง โดยมี นายตำรวจยศ พ.ต.ท.ซึ่งทำหน้าที่พนักงานสอบสวนในวันนี้ยืนยันและลงนามยืนยันในเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร

               ต่อมาในวันเดียวกัน (1 มีนาคม 2559) พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ ทราบว่า พนักงานสอบสวนที่ถูกระบุชื่อว่าเป็นผู้สอบสวนในคดีนี้ ได้ย้ายจาก สภ.แหลมฉบัง ไปอยู่ที่ สภ.บางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา จึงได้เดินทางไปสอบถามความจริง จนทราบว่า เอกสารดังกล่าวนี้ ทางพนักงานสอบสวนยังไม่เคยเห็นมาก่อน และยืนยันว่าไม่เคยสอบสวนในคดีดังกล่าวและไม่ใช่ลายเซ็นต์หรือลายมือชื่อของตัวเอง อีกทั้งยังไม่เคยพบหรือสอบปากคำผู้แจ้งในสำนวนคดีนี้แต่อย่างใด พร้อมกับทำบันทึกข้อเท็จจริงไว้เป็นหลักฐาน

                จากนั้นในเวลาต่อมา พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ ยังได้เดินทางไปสืบหาข้อมูลจากผู้แจ้งที่ถูกระบุในสำนวนคดีที่เป็นกล่าวหาความผิดของ พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ ก็ได้ปรากฏข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันว่า ไม่เคยมาแจ้งความ และไม่เคยพบเจอ พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ มาก่อน
               ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่า ในวงการสีกากีโดยองค์กรใหญ่ของวงการสีกากี มีการปลอมแปลงเอกสารทางราชการกล่าวหาความผิดต่อ พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ เป็นรูปแบบขบวนการ ที่น่าจะมีการร่วมมือกันหลายคน ที่ใช้กลอุบายปลอมชื่อและลายเซ็นของพนักงานสอบสวน สร้างผู้เสียหายปลอม บนเอกสาราชการจริง โดยมีการนำเอกสารสำนวนคดีปลอมฉบับนี้ ไปยื่นเป็นบัญชีพยานศาลฯเพื่อให้อัยการนำไปแก้ต่าง และเอกสารราชการปลอมฉบับนี้ ถูกส่งไปยังศาลฯโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีนายตำรวจยศ พ.ต.ท.เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง โดยจุดมุ่งหมายเพื่อใส่ร้ายป้ายสี พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์  ต่อศาลฯเพื่อให้หลงเชื่อว่า พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ เป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ ประพฤติชั่วร้ายแรง
              ว่าที่ร้อยตรีสุทธิศักดิ์ ประศาสตร์ครุการ กล่าวต่ออีกว่า กลุ่มนายตำรวจที่ใช้หรืออ้างคำให้การปลอม จนเป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องถูกฟ้องดำเนินคดี ฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมนั้น เป็นการกระทำที่เข้าลักษณะหลักเกณฑ์ การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด เรื่องกระทำการอันเป็นการ ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง. ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะต้องดำเนินการทางวินัยร้ายแรง อีกส่วนหนึ่งด้วย โดยการดำเนินการทางวินัยเมื่อผู้บังคับบัญชาได้รับทราบไม่ว่าทางใดๆ หรือจากสื่อต่างๆ. กฎหมายบัญญัติ ให้ผู้บังคับบัญชา ต้องพิจารณาทันทีอีกทั้งเรื่องการปลอมคำให้การ เป็นเรื่องที่วิญญูชน สังคมทั่วไป เมื่อทราบแล้วจะรู้สึกรังเกียจ ผู้มีส่วนร่วมในการปลอม. หรือในการนำไปใช้ เพราะไม่มีสังคมใดๆรับได้

             อีกทั้งในคดีนี้ ถือว่าเป็นการนำเอกสารคำให้การปลอม มาหลอกลวง ให้อัยการแก้ต่าง หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง มีอยู่จริง จนอัยการแก้ต่างยื่นบัญชีพยาน แล้วนำส่งศาล. สำนักงานอัยการสูงสุด ควรต้องออกมาเป็นผู้เสียหาย เอาผิดกับ กลุ่มตำรวจผู้นำคำให้การปลอม มาหลอกลวงอัยการที่ทำหน้าที่แก้ต่างคดีให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วย. มิฉะนั้นสังคมจะเสื่อมศรัทธากระบวนการยุติธรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ สำนักงานอัยการสูงสุด

CATEGORIES
Share This

COMMENTS

error: Content is protected !!