วาไรตี้ : “ดูไบ”ดินแดนแห่งขุมทรัพย์ทะเลทราย

วาไรตี้ : “ดูไบ”ดินแดนแห่งขุมทรัพย์ทะเลทราย

“ดูไบ” ดินแดนแห่งขุมทรัพย์ทะเลทราย

ดูไบ เมืองท่าที่รุ่งเรือง ไฉไล สดใสเขียวขจี ท่ามกลางความแตกต่างของสภาพภูมิประเทศที่มีทั้งความแช่มชื่นแจ่มใสด้วยท้องน้ำสีครามของทะเลสวย และเปลวแดด แห่งทะเลทรายอันเวิ้งว้างกว้างไกล เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่น่าตื่นเต้นที่สุดแห่งใหม่ของโลก  ดินแดนซึ่งมีสินค้าชั้นนำและมีชื่อเสียงจากทั่วทุกมุมโลกโคจรมารวมกัน เพื่อรอการเลือกสรรจากบรรดาผู้ที่รักการช้อปปิ้ง จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ ฮ่องกง แห่ง ตะวันออกกลาง ”

ดูไบ นับว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศมีพื้นที่ประมาณ 3,225 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 1,674,527 คน ดูไบถือเป็นเมืองแห่งความมหัศจรรย์ เพราะถูกผันแปรจากดินแดนทะเลทรายมาสู่ความมั่งคั่งในการค้า และบริการ  รวมไปถึงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และศูนย์กลางธุรกิจ  อีกทั้งยังมีตึกสูงระฟ้าผุดขึ้นทั่วเมือง โดยเฉพาะตึกสูงที่สุดในโลกมีความสูงกว่า 180 ชั้นเลยทีเดียว

ปัจจุบันดูไบจึงเป็นเมืองที่เรียกได้ว่าล้ำสมัยไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆ และสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าสะอาดและปลอดภัย แต่ที่ดูไบเป็นหนึ่งในลิสต์ของนักท่องเที่ยวหลายคน (โดยเฉพาะนักช้อป) ก็เพราะว่าที่นี่มีการขายสินค้าปลอดภาษี และยังมีตลาดหรือที่เรียกว่า ซุก (Souk) โดยจะขายสินค้ามากมายหลายอย่าง ซุกที่ขึ้นชื่อก็ย่าน Deira Covered Souk ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่ของดูไบ  หากใครมาดูไบและไม่ได้มาเดินแถว Gold Souk ก็ถือว่าไม่ได้มาถึงดูไบ เพราะที่นี้ถือเป็นตลาดทองรูปพรรณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก  มีทั้งที่เป็น JEWELRY เช่น มุก อัญมณี ต่าง ๆ มีร้านทองมากมายกว่าร้อยร้านค้าให้ได้เลือกซื้อหาลวดลายอันสวยงามแปลกตาหลากหลายดีไซน์

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวของ ดูไบ ยังมีมากมายหลายแห่ง แต่ที่ขึ้นชื่อ ก็คือ หมู่เกาะต้นปาล์มเป็นโครงการสร้างเกาะจำลองบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ในดูไบ โดยแต่ละเกาะจะมีลักษณะรูปร่างเหมือนต้นปาล์ม และล้อมรอบด้วยเสี้ยววงกลม โดยพื้นที่จะมีการจัดเป็นที่อยู่อาศัย และรีสอร์ท การพัฒนานี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ มีการสร้างทั้งหมด 3 เกาะได้แก่ ปาล์ม Jumeirah, ปาล์ม Deira และ ปาล์ม Jebel Ali
              อาคารเบิร์จดูไบ   ตึกสูงระฟ้า ในย่านกลางเมืองดูไบ จัดเป็นอาคารระฟ้าที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงประมาณ 818 เมตร  การตกแต่งภายในจะแบ่งออกเป็นโรงแรม  อพาร์ตเมนต์ และออฟฟิศสำนักงาน ส่วนชั้นที่ 123 และ 124 จะเป็นจุดชมวิวของตึก ส่วนบนของตึกจะเป็นเสาอากาศสื่อสาร นอกจากนี้ชั้น 78 ยังมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ และตึกนี้ยังติดตั้งลิฟต์ที่เร็วที่สุดในโลก ที่ความเร็ว 18 ม/วินาที (65 กิโลเมตร/ชั่วโมง, 40 ไมล์/ชั่วโมง) อีกด้วย

              เบิร์จอัลอาหรับ  โรงแรมหรูหราและเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในโลก โดยมีความสูง 321 เมตร (1,053 ฟุต) โดยตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ตัวตึกออกแบบมีลักษณะคล้ายเรือใบ dhow ซึ่งเป็นยานพาหนะชนิดหนึ่งของชาวอาหรับ   ส่วนห้องในโรงแรมเบิร์จอัลอาหรับมีลักษณะเป็นห้องสวีตคู่ 202 ห้อง โดยห้องที่เล็กสุดมีขนาด 169 ตารางเมตร (1,819 ตารางฟุต) และห้องใหญ่สุดมีขนาด 780 ตารางเมตร (8,396 ตารางฟุต) เป็นโรงแรมที่สวยที่สุด และมีชื่อเสียงของตะวันออกกลาง ที่ทุกคนใฝ่ฝันที่จะมีโอกาสเข้าไปสัมผัส ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของเศรษฐีชาวอาหรับ และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโรงแรมที่แพงที่สุดในโลก โดยราคาค่าที่พักอยู่เริ่มต้นที่ $ 1,000 -$ 15,000 ต่อคืน และห้องที่แพงสุดจะอยู่ที่ราคา $ 28,000 ต่อคืน
ถนน Al Fahidi  ตั้งอยู่ใจกลางซุก Bur Dubai เป็นศูนย์กลางร้านค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ โฮมเธียร์เตอร์ รวมไปถึงอุปกรณ์ถ่ายรูป ซึ่งเสนอขายในราคาย่อมเยาว์   Al Nasr Leisureand   ตั้งอยู่บริเวณ Bur Dubai ห่างจากถนน Zabeel เป็นสวนสาธารณะที่ทันสมัยแห่งหนึ่ง ผู้ชื่นชอบการเล่นกีฬาจะต้องถูกใจเป็นพิเศษ เพราะสวน Zabeel นี้ มีทั้งลู่สำหรับโยนโบว์ลิ่ง มีพื้นน้ำแข็งราบสำหรับเล่นสเก๊ต และสระว่ายน้ำ  รวมไปถึงสวนสนุกสำหรับเด็ก เปิดทุกวัน เวลา 09.00-22.00 น.
              Emirates Mall ศูนย์การค้าใหม่ล่าสุดของดูไบ ซึ่งภายในมี SKI PARK โดยเนรมิตให้มีลานสกีหิมะขนาดใหญ่(จำลองมาจากเมืองตากอากาศใน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์) ภายในจะมีลานสกีเล็กสำหรับเด็กและลานสกีใหญ่สำหรับผู้ใหญ่ สามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปบนยอดเนินสำหรับเล่นสกีได้ และยังได้เพลิดเพลินชมศูนย์การค้าแห่งใหม่รูปทรง อาหรับโบราณ ตั้งอยู่ติดริมทะเลชื่อ MADINAT JUMEIRAH SOUK  ช้อปปิ้งมอลล์ ที่ภายในตกแต่งสวยงามแบบอาหรับ และมีร้านค้า ทันสมัยมากมายให้ท่านจับจ่ายซื้อของ

             Bani Yas Square สิ่งที่เห็นได้ชัดของที่นี่ คือ หอ Deira ที่มีลักษณะยอดบนเป็นวงกลม บริเวณจัตุรัสจะมีสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งหุ่ม และ สินค้าบริโภคทั้งหลายให้คุณต่อรองราคากันได้อย่างจุใจ และยังเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งที่  SHARJAH SOUK, ตลาดชาร์จ้าห์ซุก  ซึ่งมีทั้งฝั่งตลาดใหม่(NEW SOUK) และตลาดเก่า ( OLD SOUK) มีสินค้ามากมายให้ท่านได้เลือกสำรวจ อาทิเช่น รองเท้า , กระเป๋า , เครื่องหนัง , เครื่องใช้ไฟฟ้า , เสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งของเด็ก สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี รวมถึงชุด อาหรับประจำชาติ , สินค้าที่ระลึกชั้นนำ อาทิเช่น อูฐ , ทะเลทรายเจ็ดสีและของชำร่วยต่าง ๆและชมอาคารศิลปกรรมแบบอาหรับโบราณ WIND TOWER

              DUBAI MUSEUM (พิพิธภัณฑ์)  ด้านในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นด้านบนและด้านล่าง ด้านบนจะเป็นแบบจำลองกำแพงหินและกระท่อมแบบชาวพื้นเมืองเก่าๆ สำหรับด้านล่างหรือชั้นใต้ดินจะกว้างใหญ่และลึกลับซับซ้อนมาก มีทั้งภาพวาดสีน้ำของดูไบในอดีต การจัดหุ่นนิ่งแสดงวิถีชีวิตของคนพื้นเมือง มีการจำลองบรรยากาศใต้ทะเลโดยใช้แสงสีจำลอง ทำให้เห็นภาพของชาวดูไบในอดีต นอกจากนี้ ยังมีห้องแสดงความก้าวหน้าทางวิทยาการโบราณแบ่งซอยออกไปอีก โดยจัดแสดงพัฒนาการของตัวเลขและตัวอักษรอาระบิก รวมไปถึงการเรียนรู้วิชาดาราศาสตร์และเรื่องราวของทะเลทราย (DUBAI MUSEUM) นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัยที่สุดในตะวันออกกลาง ที่รวบรวมเรื่อง ราวสำคัญทางประวัติศาสตร์เช่น การค้นพบงานศิลป์ ในหลุมฝังศพที่ AL QUSAIS ที่มีอายุถึง 4,000 ปี และเรื่องราวการค้าขายมุก ในประวัติศาสตร์ก่อนการค้นพบน้ำมัน และท่านจะประทับใจกับ การนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาถ่ายทอดเพื่อบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอาหรับโบราณ

 Bastakiya เป็นย่านเมืองเก่าถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม และ แกลอรี่ศิลปะ ของที่นี่เลยทีเดียว บริเวณดังกล่าวนี้เป็นเพียงทางแคบๆ โดยมีหอกังหันลมตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง ทำให้นึกย้อนไปในอดีต ที่บริเวณ Bastakiya นี้มักจะเต็มไปด้วยหอกังหันลม ตั้งเรียงรายอยู่บริเวณที่เรียกว่า The Creek ซึ่งหอกังหันลมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยประดับประดาตกแต่งย่าน Bastakiya ให้สวยงามน่าชมแล้ว ยังช่วยให้บรรเทาความร้อนให้กับบ้านเรือนที่ตั้งอยู่แถวนั้น ก่อนที่จะมีไฟฟ้าใช้อีกด้วย
               สวนสัตว์ดูไบ  ถึงแม้ว่าสวนสัตว์ของดูไบ ที่ตั้งอยู่บนถนน Jumeirah Beach จะเล็กไปบ้าง แต่ทุกคนที่มาจะต้องรู้สึกทึ่ง กับบรรดา สัตว์หลากหลายชนิดที่อาศัยอยู่ในนี้ เพราะนอกจาก จะได้เพลิดเพลินไปกับนกนานาประเภทแล้ว ยังต้องรู้สึกตื่นเต้นไปกับสัตว์น้อยใหญ่ รวมไปถึงสัตว์ที่มาจากต่างประเทศด้วย

              The Creek  เป็นจุดชมทิวทัศน์ มีลักษณะเป็นท่าเรือที่ตัดผ่านใจกลางเมือง ซึ่งเป็นศูนย์รวมประวัติศาสตร์และเป็นย่านชุมชนใน ดูไบ The Creek เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเดินเล่นชมวิวทิศทัศน์ ยิ่งผู้ที่สนใจวัฒนธรรมและประเพณีของผู้คนชาติต่างๆ จะต้องรู้สึกชื่นชมและประทับใจกับภาพทั้งสองฟากฝั่ง โดยเฉพาะภาพที่นกนางนวลหลายร้อยตัวบินโฉบฉวัดเฉวียนผ่านเรือสัญจร หรือที่เรียกว่า เรือเดา (dhow) มีลักษณะเป็นเรือใบเสาเดียวทีชาวอาหรับใช้เป็นพาหนะที่แล่นผ่านไปมา มีพระอาทิตย์ดวงกลมโตที่ค่อยๆ ลดแสงลง เป็นฉากหลัง
นอกจากนี้ยังสามารถล่องเรื่อข้ามฟากชื่นชมสองฝั่งของดูไบได้ ตรงท่าขึ้นเรือตรงข้ามกับโรงแรมคอนติเนนตัลในฝั่ง Deira และ ตรงข้ามกับซุกเก่าในเขต Bur Dubai  หากล่องเรือไปจนสุดปลายอ่าวจะเห็นทะเลสาบบนเกาะหินปะการังขนาดใหญ่และเป็นที่ตื้นเขิน ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นที่อพยพของสัตว์ โดยเฉพาะนก ที่ในฤดูหนาวจะอพยพมาตั้งหลักแหล่งในคราวเดียวกันถึง 27,000 ตัว โดยเฉพาะนกฟลามิงโกใหญ่

                   Wild Wadi   สวนน้ำติดอันดับหนึ่งของโลก อยู่ถัดจากโรงแรม Jumerah Beach ไปไม่ไกลนัก ที่นี่จะได้พบกับเครื่องเล่นที่เร้าใจและสนุกสนานเพลิดเพลิน และขอแนะนำเครื่องเล่น Log River, Ring Ride, Flood River, Wave Pool, Flow Rides และอื่นๆอีกมากมายที่จะสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม
                   หมู่บ้านนักท่องเที่ยว Al Boom  อยู่ติดกับสวนสาธารณะ Creekside คุณจะได้ตื่นตาตื่นใจกับร้านขายอาหาร คอฟฟี่ช็อป ภัตตาคาร และสวนสนุกมากมาย ท่ามกลางบรรยายกาศ และวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบ และเรือนำเที่ยวขนาดใหญ่ที่จอดรอรับลูกค้า

                   หากใครที่ชื่นชอบเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชนชาติต่างๆ ก็ต้องไม่พลาดที่จะเยี่ยมชมสถานที่สำคัญของดูไบ ที่สามารถพบเห็นเครืองมือเครื่องใช้ซึ่งเป็นผลผลิตที่เกิดจาก มนุษย์จากยุคศตวรรษที่ 7 จนถึงศตวรรษที่ 15  นอกจากเที่ยวชมซุก และชอปปิ้งสินค้าปลอดภาษี รวมถึงสำรวจเมืองเรียบร้อยแล้ว กิจกรรมที่น่าสนใจอื่นของดูไบ ที่อยากท้าให้ลอง คือ การขี่ม้า ขี่อูฐ และสำหรับท่านที่ชอบการออกรอบ สนามตีกอล์ฟที่ดูไบนี้ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามกอล์ฟคุณภาพแห่งหนึ่งของโลก ที่อำนวยความครบครันในเรื่องของความสะดวกสบาย ความใหญ่โต และความสวยงาม ในบรรยากาศของท้องทะเลทราย ที่กว้างใหญ่ตระการตา

                   ส่วนผู้ที่สนใจต้องการเดินทางไปเที่ยวดูไบ สำหรับการทำวีซ่านั้น ไม่สามารถยื่นเรื่องขอได้ที่สถานฑูตเมืองไทย ต้องยื่นผ่านบริษัททัวร์หรือสายการบินเอมิเรสต์ ใช้เวลาขั้นต่ำ ประมาณ 1 สัปดาห์ และสามารถ อยู่ได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น 

 

CATEGORIES
Share This

COMMENTS

error: Content is protected !!