‘พระสงฆ์’ไม่ควรยุ่งเกี่ยวการเมืองต้องเป็นกลาง  ตั้งในศีลธรรม-ทำให้คนรักกัน รักชอบใคร‘อยู่ในใจ’ไม่แสดงออก

‘พระสงฆ์’ไม่ควรยุ่งเกี่ยวการเมืองต้องเป็นกลาง ตั้งในศีลธรรม-ทำให้คนรักกัน รักชอบใคร‘อยู่ในใจ’ไม่แสดงออก

คอลัมน์:คิดไม่ออกบอกหลวงพี่
เรื่องโดย:หลวงพี่น้้ำฝน

 

‘พระสงฆ์’  ไม่ควรยุ่งเกี่ยวการเมือง ต้องเป็นกลาง
ตั้งในศีลธรรม-ทำให้คนรักกัน 
รักชอบใคร ‘อยู่ในใจ’  ไม่แสดงออก

           เจริญพรญาติโยมทุกท่าน อาตมาได้รับโทรศัพท์หลายสาย ถามไถ่เรื่องพระสงฆ์ยุ่งเกี่ยวการเมืองได้หรือไม่ ในมุมมองอาตมา ถ้ายึดทางโลก ญาติโยมสามารถแสดงออกได้ตามกฎหมาย ตามหลักประชาธิปไตย แต่ในทางสงฆ์ อาตมาคิดว่า ควรวางตัวเป็นกลาง ตั้งมั่นในศีลธรรม และถ้าวิจารณ์ ควรเป็นกลางที่สุด อย่าชี้นำ “ในทางเอียง”

ในทางพุทธศาสนา “ฟันธง ถ้าสงฆ์เอียง ย่อมเป็นโลกวัชชะ” ชาวโลกติเตียน รู้กันโดยนัย สงฆ์ไทยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ได้ เว้นแต่จะคิดอยู่ในใจ ถ้าเคร่งครัดพระธรรมวินัย ใช้หลักมัชฌิมาปฏิปทา เดินสายกลาง ย่อมประเสริฐสุด อุปมาเหมือนโยมดูมวย มีฝ่ายแดงกับฝ่ายน้ำเงิน สำหรับพระสงฆ์ ต้องเป็นกรรมการ เข้าข้างฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ตัดสินตามคะแนนที่ปรากฏ ถ้าตัดสินเอียง โดนคนดูโห่ไล่แน่นอน “การเป็นกรรมการหรือเป็นพระสงฆ์ ต้องมีความยุติธรรม”

ห้วงนี้มีคำถามมากมาย เรื่องพระยุ่งการเมืองได้หรือไม่ ในฐานะที่อาตมาเคยเป็นพระวินยาธิการมาก่อน ถ้ากางกฎหมาย “ผิดแน่นอน” คำสั่งมหาเถรสมาคม ระบุ เรื่องห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง ห้ามเข้าไปในที่ชุมนุม หรือบริเวณสภาเทศบาล หรือสภาการเมืองอื่นใด หรือในที่ชุมนุมทางการเมือง ไม่ว่ากรณีใดๆ ห้ามทำการใดๆ อันเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือโดยตรง หรือโดยอ้อมแก่การหาเสียง เพื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาเทศบาล หรือสภาการเมืองอื่นใด แก่บุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ ห้ามร่วมชุมนุมในการเรียกร้องสิทธิของบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ ห้ามร่วมอภิปราย หรือบรรยายเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งจัดตั้งขึ้นทั้งในวัดหรือนอกวัด ให้พระสังฆาธิการตั้งแต่ชั้นเจ้าอาวาสขึ้นไป ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการปกครอง ชี้แจงแนะนำผู้อยู่ในปกครองของตน ให้ทราบคำสั่งมหาเถรสมาคมนี้ และกวดขันอย่าให้มีการฝ่าฝืนละเมิด

พระภิกษุรูปใด ฝ่าฝืน ละเมิด คำสั่งมหาเถรสมาคมนี้ ให้พระสังฆาธิการปกครองใกล้ชิดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตน ถ้าความผิดเกิดขึ้นนอกเขตสังกัด  ให้เจ้าคณะเจ้าของเขตที่ความผิดเกิดขึ้น ว่ากล่าวตักเตือน แล้วแจ้งให้พระสังฆาธิการผู้ปกครองใกล้ชิดดำเนินการ ให้พระสังฆาธิการผู้มีอำนาจหน้าที่ในทางปกครองทุกชั้น ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งมหาเถรสมาคมนี้โดยเคร่งครัด  ถ้าอ่านกฎหมายเป็น พระสงฆ์ต้องเข้าใจ ควรวางตัวเป็นกลาง ไม่ควรยุ่งเกี่ยวการเมืองโดยเด็ดขาด

บทบาทพระสงฆ์ในอดีตนั้น ล้วนเป็นต้นแบบคุณธรรมจริยธรรม บ่อเกิดคุณความดี มีความสงบ สง่างาม การออกมาเคลื่อนไหว ลักษณะคล้ายฝูงปุถุชน ไม่ค่อยเห็นในสังคมมากนัก อย่างไรก็ตาม ท่าทีของพระสงฆ์ ต่อบทบาททางการเมือง ในอดีตนั้นมีอยู่บ้าง เมื่อคราสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ พลัดหลงเข้าไปประจันหน้ากับทัพหลวงของพม่าทหารฝ่ายไทยไม่อาจตามเสด็จได้ทัน เพราะกำลังรบตะลุมบอนกับกองทัพหน้าของพม่า สมเด็จพระนเรศวรท้าพระมหาอุปราชากระทำยุทธหัตถีและทรงฟันพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง ทำให้กองทัพไทยมีชัยชนะเหนือกองทัพพม่าในการรบครั้งนั้น   เมื่อเสด็จกลับถึงกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรสั่งประหารชีวิตแม่ทัพนายกองคนสำคัญ ด้วยความผิดโทษฐานปล่อยให้แม่ทัพไปเผชิญกองทัพข้าศึกตามลำพัง  การสั่งประหารชีวิต ไม่มีข้าราชบริพารใดทัดทาน ทั้งที่ถ้าแม่ทัพนายกองคนสำคัญ ถูกประหารชีวิต กองทัพก็จะอ่อนแอ เสียเปรียบพม่า   “ข่าวการสั่งประหารชีวิตนี้แพร่เข้าไปในวัดป่าแก้ว”

สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว และพระราชาคณะ  พร้อมกันเข้าไปในวัง ถวายพระพร ถามข่าวการศึกสงคราม สมเด็จพระนเรศวรตรัสว่าพระองค์ได้กระทำยุทธหัตถีมีชัยแก่พระมหาอุปราชา สมเด็จพระพนรัตน์จึงถวายพระพรถามว่า เมื่อฝ่ายไทยได้ชัยชนะ เหตุไฉนแม่ทัพนายกองจึงต้องโทษประหารชีวิต  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตรัสตอบว่า นายทัพนายกองเหล่านี้ อยู่ในขบวนทัพโยม มันกลัวข้าศึกมากกว่าโยม และให้โยมสองคนพี่น้องฝ่าเข้าไปในท่ามกลางข้าศึก จนได้ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชามีชัยชนะ แล้วจึงได้เห็นหน้ามัน นี้หากว่าบารมีของโยมหาไม่ แผ่นดินจะเป็นของชาวหงสาวดีเสียแล้ว เพราะเหตุดังนี้โยมจึงให้ลงโทษ

สมเด็จพระพนรัตน์ ถวายพระพรว่า พิเคราะห์ดูแล้วข้าราชการเหล่านี้ จะไม่เกรงกลัวสมเด็จพระนเรศวรนั้น เป็นไปไม่ได้ เหตุการณ์ยุทธหัตถีครั้งนี้เหมือนกับครั้งที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งใต้ต้นมหาโพธิ์ ในคืนที่จะตรัสรู้ ปรากฏว่าในช่วงเวลาเย็นมีเทวดาและพรหมมาเข้าเฝ้าชมพระบารมีจำนวนมาก แล้วพากันกลับไป ปล่อยให้พระพุทธเจ้าอยู่เผชิญหน้ากับกองทัพพระยามาร และรบชนะมารด้วยพระองค์เองตามลำพัง  ถ้าพระพุทธเจ้าได้เทวดาและพรหมเป็นบริวารช่วยรบชนะมาร ชัยชนะก็ไม่สู้เป็นอัศจรรย์ ก็เหมือนพระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ ครั้งนี้ถ้าเสด็จพร้อมด้วยเสนาคนิการโยธาทวยหาญมาก และมีชัยแก่พระมหาอุปราชาก็สู้หาเป็นอัศจรรย์แผ่เกียรติยศได้ปรากฏไปในนานาประเทศธานีใหญ่น้อยทั้งนั้นไม่ พระราชสมภารเจ้าอย่าทรงพระราชปริวิตกน้อยพระทัยเลย อันเหตุที่เป็นนี้ เพื่อเทพยาเจ้าทั้งปวงอันรักษาพระองค์จักสำแดงเกียรติยศดุจอาตมภาพถวายพระพรเป็นแท้

สมเด็จพระนเรศวร ได้ฟังการเปรียบเทียบเช่นนั้นทรงพระปิติโสมนัสยกพระหัตถ์ประนมเปล่งพระวาจาว่า สาธุพระผู้เป็นเจ้าว่านี้ควรนักหนา สมเด็จพระพนรัตน์ เห็นว่า พระมหากษัตริย์คลายพระพิโรธแล้ว จึงขอพระราชทานบิณฑบาตให้ทรงไว้ชีวิตแม่ทัพนายกอง  สมเด็จพระนเรศวรตรัสว่า พระผู้เป็นเจ้าขอแล้ว โยมก็จะให้ แต่ทว่าจะให้ไปตีเอาเมืองตะนาวศรี เมืองทวายแก้ตัวเสียก่อน  สมเด็จพระพนรัตน์ ถวายพระพรว่า การซึ่งจะใช้ไปตีบ้านเมืองนั้น สุดแต่พระราชสมภารเจ้าจะสงเคราะห์เถิด ไม่ใช่กิจสมณะ แล้วถวายพระพรลากลับไป

สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าการทำศึกสงครามแสวงหาอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่ใช่กิจของสงฆ์ บทบาทของพระสงฆ์จำกัด อยู่ที่การแสดงธรรมชี้ทางที่ถูกต้องในการปกครองบ้านเมือง เห็นกระทำไม่ถูกต้องในเรื่องใดก็เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์จะออกมาเทศนาตักเตือนเรียกร้องกันบ้าง

เมื่อครั้งมีการชุมนุม ก็มีพระสงฆ์ขึ้นปราศรัยบนเวทีอยู่บ้าง และได้เห็นภาพชัดเจนว่ามีพระภิกษุสงฆ์ขึ้นเวทีปราศรัยด้วยท่าที และวาจาที่ไม่สมควร จนมหาเถรสมาคม ต้องสั่งศึกพ้นจากความเป็นนักบวช โดยสรุป พระสงฆ์ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์นั้นเอง  โดยแท้จริงแล้ว กิจของสงฆ์ นั้นถูกกำหนดไว้แล้วตามนโยบายของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงส่งพระอรหันต์ 60 องค์แรกไปประกาศพระพุทธศาสนา ความตอนหนึ่งว่า  เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มหาชนเป็นอันมาก แสดงชัดเจนว่าพระพุทธเจ้ามุ่งเน้นให้กิจของสงฆ์นั้น เป็นไปเพื่อทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเป็นความสุข

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็มีปฐมบรมราชโองการตามรอยพระพุทธเจ้าว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม  พระสงฆ์จำนวนไม่น้อยทุกวันนี้ทำประโยชน์ และหยิบยื่นความสุขให้แก่สังคม ด้วยการแสดงออกถึงการเป็นผู้ให้เสมอ

กิจของสงฆ์ หรือ ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ต้องใช้พระธรรมวินัยเป็นข้อกำหนด มิใช่ใช้ความรู้สึกนึกคิดของพระสงฆ์และชาวบ้านเป็นข้อพิจารณา ที่ผ่านมา อาตมาเน้นให้คนรักกันมาแล้วมากมาย  และ เมื่อได้อ่านพระไตรปิฎก หมวดพระวินัย พบว่า พระสงฆ์จำนวนมากทุกวันนี้ ตั้งใจทำกิจของสงฆ์ แต่มีเพียงหนึ่งเดียว ที่ต้องตระหนักแน่วแน่คือ ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่กล่าว ทุกคราวที่คิด  จะต้องเป็นไปเพื่อสะสมคุณงามความดีตลอดไป

ขอเจริญพร

 

CATEGORIES
Share This

COMMENTS

error: Content is protected !!