กาญจนบุรี-18 กุมภาพันธ์ “วันชนะศึกทุ่งลาดหญ้า”

กาญจนบุรี-18 กุมภาพันธ์ “วันชนะศึกทุ่งลาดหญ้า”

ภาพ/ข่าว:มานพ บุตรเนียม

  18 กุมภาพันธ์ “วันชนะศึกทุ่งลาดหญ้า” หรือ ตำนานสงคราม 9 ทัพ และสมรภูมิทุ่งลาดหญ้า ที่พวกเราควรศึกษาและจดจำวีรกรรมที่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำให้ได้เป็นไทยอยู่จนถึงทุกวันนี้

            วันที่18 กุมภาพันธ์ วันชนะศึกทุ่งลาดหญ้า หรือ ศึกใน“สงคราม ๙ ทัพ” ชัยชนะของการทำสงครามครั้งยิ่งใหญ่ของ “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรีที่พระองค์ทรงทำเพื่อป้องกันการรุกรานจาก “พระเจ้าปดุง” กษัตริย์พม่า ในปี พ.ศ.2328 หรือ ช่วงก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์หรือกรุงเทพมหานคร ยังไม่ครบ 3 ปี และกำลังมีการเฉลิมฉลองสมโภชพระนครอยู่ผลของการสงครามครั้งนี้ได้ให้บทเรียนเรื่องยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ที่ใช้กำลังน้อยต่อสู้กับข้าศึกที่มีกำลังมากกว่า และยังทรงใช้หลักการสงครามอย่างชาญฉลาด ที่สามารถใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ โดยใช้ท่อนไม้แทนกระสุนปืนใหญ่ ชัยชนะของฝ่ายไทยในการทำสงครามครั้งนี้ เป็นชัยชนะที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากไทยพ่ายแพ้จะต้องสูญเสียเอกราช แผ่นดินไทยจะถูกผนวกเป็นอาณาเขตของพม่า อาจถูกกลืนชาติเผ่าพันธุ์ เหมือนที่พม่าทำกับมอญมาแล้วในอดีต และในเวลาต่อมา เมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งไทยก็ย่อมถูกพ่วงเป็นอาณานิคมไปด้วย
            สงคราม ๙ ทัพ จึงเป็นการทำสงครามเพื่อรักษาเอกราชของชาติไทยโดยแท้ และสมรภูมิแห่งประวัติศาสตร์ที่โลกจะต้องจารึกใน “ศึกสงคราม ๙ ทัพ” และคนไทยทุกยุคทุกสมัยควรจะต้องรู้จักและจดจำ เพื่อสำนึกรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบรมวงศานุวงศ์ และบรรพบุรุษของเราในอดีต อีกทั้งเพื่อสำนึกในความรักชาติรักแผ่นดินตลอดไป คือสมรภูมิแห่งทุ่งลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี “ทุ่งลาดหญ้า” เป็นที่ราบอยู่ระหว่างแม่น้ำแควใหญ่กับลำน้ำตะเพินไหลมาบรรจบกัน ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีขึ้นไปทางเหนือประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ณ ที่นั้น คือสมรภูมิแห่งของสงครามที่ทำเพื่อปกป้องรักษาเอกราชของชาติไทย
             “สมรภูมิทุ่งลาดหญ้า ” แห่งนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเล่าไว้ในหนังสือเรื่อง “ไทยรบพม่า” สรุปความได้ดังนี้ โดยเมื่อประมาณ พ.ศ.2324 “ตะแคงปดุง” หรือ “ พระเจ้าปดุง” ราชบุตรองค์ทึ่ 4 ของ “พระเจ้าอลองพญา”แห่งพม่า ชิงราชสมบัติและสำเร็จโทษ “มังหม่อง”ซึ่งชิงราชสมบัติจาก “พระเจ้าจิงกูจา” และครองราชย์สมบัติอยู่ได้เพียง 11 วัน พระเจ้าปดุงได้ราชสมบัติแล้วต้องปราบปรามจราจลภายในบ้านเมืองอยู่หลายปี จนต่อมารบตี “ประเทศมณีปุระ”ทางเหนือ และ “ประเทศยะไข่” ทางตะวันตกได้ จึงคิดจะยกมาตีเมืองไทย ให้เป็นเกียรติยศเป็นมหาราช ปีมะเส็ง พ.ศ.2328 (กรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพฯพึ่งจะก่อตั้งและสถาปนาได้เพียง๓ ปี) พระเจ้าปดุงจึงเกณฑ์กองทัพทั้งเมืองหลวงและหัวเมืองต่างๆขึ้นเพื่อและได้รวบรวมจำนวนพลถึง ๑๔๔,๐๐๐ จัดกระบวนทัพออกเป็น ๙ ทัพ โดยตั้งทัพบกทัพเรือเข้ามาตีไทย พม่ายกเข้ามาหลายทิศทาง หวังให้ทลายลงอย่างราบคาบก่อนที่จะเจริญรุ่งเรืองและเติบใหญ่เป็นภัยต่อพม่าได้ ซึ่งถือว่าเป็นการระดมทัพใหญ่ มีกำลังพลมากที่สุดและบุกพร้อมกันหลายทิศทางเท่าที่ราชอาณาจักรสยามหรือไทยเราได้ผจญมาในอดีต
               ทัพที่ ๑ เข้ามาทางปักษ์ใต้ มาตั้งที่เมืองมะริด ตีเมืองชุมพร สงขลา ตะกั่วป่า ลงไปจนถึงถลาง ทัพที่ ๒ เข้ามาทางด้านบ้องตี้ ตีหัวเมืองไทยตั้งแต่ ราชบุรี เพชรบุรี ลงไปบรรจบกันที่ที่ชุมพร ทัพที่ ๓ ยกเข้ามาทางเชียงแสน ตีเมืองลำปาง และหัวเมือง ริมแม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำยม ตั้งแต่สวรรคโลก สุโขทัย ให้มาบรรจบกองทัพหลวงที่กรุงเทพฯ ทัพที่๔ ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อตีกรุงเทพฯ และทัพที่ 5 6 7 เป็นทัพหน้าเข้ามาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ ส่วนทัพที่ 8 เป็นทัพหลวงมีพระเจ้าปดุงเป็นจอมทัพ ยกลงมาทางเมืองเมาะตะมะ และทัพที่ 9 เข้ามาทางด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก ตีหัวเมืองเหนือตั้งแต่ตาก กำแพงเพชร ลงมาบรรจบทัพหลวงที่กรุงเทพฯ
              กองทัพพม่าครั้งนี้ ยกเข้ามาถึง ๕ ทางพร้อมกัน หวังจะทุ่มเทกำลังไพร่พลมหาศาลเข้าตีไทยพร้อมกันหมดทุกทาง มิให้ไทยมีประตูสู้ แต่ยุทธศาสตร์ของพระเจ้าปดุง มีข้อผิดพลาด เพราะยกทัพจำนวนมาก แยกย้ายกันมาเป็นหลายทิศหลายทาง มิได้คิดว่าเป็นการยากที่จะให้เข้ามาถึงพร้อมกัน ทั้งยังมีปัญหาเรื่องการหาและลำเลียงเสบียงอาหารมาเลี้ยงไพร่พลจำนวนมากด้วย
               ผู้สื่อเล่าต่อว่า ในขณะที่พม่ายกทัพเข้ามานั้น หัวเมืองต่างๆ ทั้งกาญจนบุรี และหัวเมืองเหนือ ได้แจ้งข่าวศึกเข้ามายังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงประชุมปรึกษาพระราชวงศ์ เสนาบดี ข้าราชการ เพื่อจะสู้ศึกพม่า กำลังของฝ่ายไทยในขณะนั้นสำรวจพลได้เพียง ๗๐,๐๐๐ เศษ น้อยกว่าข้าศึกถึงเท่าตัว ทรงพิจารณาว่า ถ้าจะแบ่งกำลังไปรับข้าศึกทุกทาง คงจะเสียเปรียบ ควรจะรวมกำลังไปสู้ศึก ณ ทางที่สำคัญก่อน ทางไหนไม่สำคัญปล่อยให้ข้าศึกทำตามชอบใจไปพลางก่อน เมื่อมีชัยชนะในทางสำคัญแล้ว จึงปราบปรามขับไล่ทางอื่น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงจัดกองทัพเป็น ๔ ทัพ

              ทัพที่ ๑ ให้กรมพระราชวังหลัง(ทองอินทร์) ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ยกพล ๑๕,๐๐๐ ไปตั้งขัดตาทัพทางเหนือที่เมืองนครสวรรค์ ป้องกันอย่าให้ทัพพม่าล่วงลงมาถึงกรุงเทพฯได้ ทัพที่ ๒ จัดพล ๓๐,๐๐๐ เป็นทัพใหญ่กว่าทุกทัพให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(บุญมา)หรือวังหน้า พระอนุชาธิราชเสด็จเป็นแม่ทัพ ยกไปตั้งรับที่เมืองกาญจนบุรี(เก่า) คอยต่อสู้ทัพหลวงของพระเจ้าปดุง ที่จะยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ทัพที่ ๓ ให้เจ้าพระยาธรรมา (บุญรอด) กับเจ้าพระยายมราช(บุนนาค)ถือพล ๕,๐๐๐ ไปตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี รักษาทางลำเลียงของกองทัพที่ ๒ และคอยต่อสู้สกัดพม่าที่จะยกมาจากทางใต้หรือทางเมืองทวาย และ ทัพที่ ๔ กองทัพหลวงจัดเตรียมไว้ในกรุงเทพฯ จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ เศษ เป็นกองหนุน ถ้าศึกหนักทางไหน จะได้ยกไปช่วยได้ทันท่วงที พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเป็นจอมทัพ

               ส่วนกองทัพที่ ๔ ของพม่าได้ยกเข้ามาทางด้านด่านเจดีย์สามองค์ และเดินทัพผ่านเมืองไทรโยคเข้ามาทางเมืองท่ากระดาน ตีด่านกรามช้างแตก แล้วยกเข้ามาตั้งที่ทุ่งลาดหญ้า เผชิญกับกองทัพของกรมพระราชวังบวรฯที่ตั้งค่ายรับอยู่ การยกทัพไปตั้งสกัดข้าศึกถึงชายแดน เป็นยุทธวิธีที่เพิ่งมีขึ้นในรัชกาลที่ ๑ นี้ ทุ่งลาดหญ้าอยู่เชิงเขา เมื่อพม่ามาถึง ได้ต่อสู้กับกองทัพไทย ถูกกองทัพไทยจับทหารได้กองหนึ่ง จัดตั้งค่ายที่เชิงเขา เมื่อเป็นดังนี้ ทัพที่ ๖ ทัพที่ ๗ ของพม่าที่ยกตามมาไม่สามารถเดินหน้าต้องตั้งทัพบนภูเขาต่อเนื่องกันไป จนทัพหลวงของพระเจ้าปดุงซึ่งเป็นทัพที่ ๘ ยกเลยด่านเจดีย์สามองค์เข้ามาได้เพียงเล็กน้อย พม่าต้องหาบขนเสบียงข้ามเขาไปเลี้ยงทหารจำนวนมาก ซ้ำยังถูกฝ่ายไทยซุ่มโจมตีตัดการลำเลียงเสบียงด้วย จนทหารพม่าอดอยาก เจ็บป่วยล้มตายลงมาก ในขณะที่กองทัพกรมพระราชวังบวรฯสู้รบติดพันอยู่กับพม่าที่ทุ่งลาดหญ้านั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงห่วงใยได้เสด็จฯยกทัพหลวงไปถึงทุ่งลาดหญ้า แต่กรมพระราชวังบวรฯได้กราบทูลขอให้เสด็จฯกลับกรุงเทพฯ ด้วยเกรงว่าทัพพม่าจะยกเข้ามาทางอื่นอีก จะได้ยกไปช่วยทันท่วงที ซึ่งถือว่าเป็น “ศุภนิมิต”หรือนิมิตอันดีงามอย่างยิ่ง ที่พระองค์เสด็จมาเยี่ยม ดังนั้นกรมพระราชวังบวรฯ ถือเอานิมิตนี้ แปลงเป็นกลยุทธ์อันยอดเยิ่ยมและแยบคาย คือทำทีเป็นว่ามีกองกำลังหนุนเข้ามาช่วยอยู่เสมอทั้งๆที่มีกำลังเท่าเดิม ซึ่งได้ผลยิ่งเพราะทหารพม่าเริ่มเกรงกลัวว่ากองทัพไทยมีกำลังมาก มีการเสริมกำลังและเสบียงตลอดเวลา โดยที่พม่าเองกลับล้มตายลงเรื่อยๆและเสบียงอาหารก็ขาดแคลน แถมผู้นำทัพก็ไม่แจ้งในกลศึกนี้เลย ต่อมากรมพระราชวังบวรฯทรงทำกลอุบาย โดยในเวลากลางคืนแบ่งกองทัพให้ลอบกลับไป แล้วเวลาเช้าให้ถือธงทิวเดินเป็นกระบวนกลับมา พม่าอยู่บนภูเขาที่สูง เห็นกองทัพไทยมีกำลังหนุนเพิ่มเติมมาเสมอ ก็ครั่นคร้ามกองทัพไทย ในที่สุด กองทัพไทยก็เข้าระดมตีค่ายพม่าพร้อมกันทุกค่ายในเวลาเดียวกัน มีชัยชนะตีค่ายแตกทุกค่าย ฆ่าฟันพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือแตกหนีกระจัดกระจาย ถูกกองโจรของ “พระองค์เจ้าขุนเณร”เข้าตีซ้ำเติมแตกพ่ายกลับไป พระเจ้าปดุงทราบว่ากองทัพหน้าของพม่าแตกกลับไปแล้ว เห็นว่าจะทำการต่อไปไม่สำเร็จ และกองทัพขัดสนเสบียงอาหาร เจ็บป่วยล้มตายกันมาก จึงสั่งให้เลิกทัพกลับไปเมืองเมาะตะมะ และนี่คือที่มาและตำนานวีรกรรม “สมรภูมิทุ่งลาดหญ้า” หรือ “วันชนะศึกทุ่งลาดหญ้า”ของบรรพบุรุษไทยแห่งราชอาณาจักรสยาม หรือราชอาณาจักรไทย(ในปัจจุบัน)

             ส่วนกองทัพพม่ากองอื่นที่เข้ามาทางด่านบ่องตี้ เข้ามาจนถึงเขางูราชบุรี และทัพที่เข้ามาทางเหนือเข้ามาถึงปากพิง นครสวรรค์ แต่ในที่สุดก็ถูกกองทัพไทยตีแตกกลับไป ส่วนทัพที่เข้ามาทางใต้ ผ่านชุมพร ตีได้เมืองนครศรีธรรมราช ตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง ไปจนถึงเมืองถลาง(จังหวัดภูเก็ตในปัจจุบัน) ขณะนั้นพระยาถลางถึงแก่อนิจกรรม “คุณหญิงจันทร์”(ภริยาพระยาถลาง) และ “นางมุก”น้องสาวของคุณหญิงจันทร์ ได้ร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกับกรมการเมืองช่วยกันรบพุ่งต้านทานพม่าอย่างสุดกำลัง พม่าล้อมเมืองถลางไว้เดือนเศษ แต่ตีถลางไม่ได้และยังถูกโจมตีล้มตายไปเป็นอันมาก และหมดเสบียงลงจึงต้องล่าทัพกลับไปอย่างชอกซ้ำ

              กองทัพกรมพระราชวังบวรฯ นั้น เมื่อเสร็จศึกที่ลาดหญ้าแล้ว ได้เสด็จยกกองทัพไปช่วยต่อสู้ทัพพม่าที่เข้ามาทางใต้ ไปตั้งทัพที่ไชยา สุราษฎร์ธานี ในที่สุดฝ่ายไทยก็ขับไล่พม่าทั้ง ๙ ทัพไปจากผืนแผ่นดินไทย ด้วยกลยุทธ์อันชาญฉลาด ใช้กำลังน้อยมีชัยชนะกำลังมากได้ ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรไทยและความพ่ายแพ้อย่างยับเยินทั้ง๙ ทัพของพม่าในครั้งนี้ ก็ด้วยอัจฉริยภาพ บุญบารมี และความสามัคคีของพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ และบรรพบุรษของไทยเรานั้นเอง

               พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 พระนามเดิมของพระองค์ ” ทองด้วง”พระองค์ผู้ก่อตั้งและสถาปนา “กรุงรัตนโกสินทร์”(กรุงแห่งพระแก้วมรกต หรือกรุงแห่งพระแก้วของพระอินทร์หรือท้าวสักกะเทวราช)หรือ “กรุงเทพฯ”ของเรานี้ เป็นปฐมกษัตริย์แห่ง “ราชวงศ์จักรี” ซึ่งพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนบรรพบุรุษชาวไทยของเราแห่งราชอาณาจักรสยาม ได้ทุ่มเทชีวิตและเลือดเนื้อ เพื่อก่อตั้งบ้านเมืองให้ลูกหลานไทยได้มีแผ่นดินอยู่อาศัย ทำมาหากินและดำรงเผ่าพันธุ์อย่างมีเอกราชและมีศักดิ์ศรี และตั้งใจให้ลูกหลานเป็นคนดีมีความสุข ดังพระปณิธานของพระองค์ท่านที่โด่งดัง ลือลั่นและปรากฏสืบทอดสู่กันมาจนถึงปัจจุบัน

                 และจากพระปณิธานและวีรกรรมของพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ และบรรพบุรุษของไทยในสมัยของพระองค์นั้น มีมากมายและยิ่งใหญ่หลายเรื่อง และนี่คือเรื่องหนึ่งที่ลูกหลานไทยจดจำและระลึกถึงตลอดจนเชิดชูและสดุดีด้วยสำนึกกตัญญูและจงรักภักดีมาจนถึงทุกวันนี้.

CATEGORIES
Share This

COMMENTS

error: Content is protected !!